การเลือกซื้อธนูคันแรกหรือการอัปเกรดอุปกรณ์ยิงธนูส่วนตัว จำเป็นต้องพิจารณาความสอดคล้องระหว่างสรีระร่างกาย ระดับทักษะ และสเปคของอุปกรณ์อย่างละเอียด โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบธนูยอดนิยมในกลุ่มเริ่มต้นถึงระดับกลางอย่าง ธนู Junxing รุ่น F167 และ F170 ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้เป็นธนูประเภท Recurve แบบถอดประกอบได้ (Takedown Recurve Bow) ที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว การทำความเข้าใจความแตกต่างด้านมิติ วัสดุ และการตอบสนองขณะยิง จะช่วยให้สามารถเลือกคันธนูที่ส่งเสริมฟอร์มการยิงได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
สรุปการเลือก: F167 หรือ F170 รุ่นไหนตอบโจทย์คุณที่สุด
การตัดสินใจเลือกระหว่าง Junxing F167 และ F170 ขึ้นอยู่กับสรีระร่างกาย ความยาวแขน และลักษณะการใช้งานจริงเป็นหลัก เนื่องจากทั้งสองรุ่นมีโครงสร้างและมิติที่ส่งผลต่อความรู้สึกขณะดึงสายแตกต่างกันอย่างชัดเจน
เลือก Junxing F167 หากคุณต้องการธนูที่มีความคล่องตัวสูง มีขนาดคันที่กะทัดรัดกว่า และต้องการด้ามจับ (Riser) โลหะที่ให้ความรู้สึกมั่นคง แข็งแรง ทนทาน เหมาะสำหรับผู้ยิงที่มีส่วนสูงระดับมาตรฐานทั่วไป หรือผู้ที่ต้องการพกพาอุปกรณ์ไปฝึกซ้อมนอกสถานที่ได้ง่ายโดยไม่รู้สึกเกะกะ
เลือก Junxing F170 หากคุณเป็นผู้ยิงที่มีสรีระค่อนข้างสูง มีระยะดึงสาย (Draw Length) ที่ยาว หรือต้องการความเสถียรสูงสุดในการเล็งเป้าหมายระยะไกล ความยาวคันที่มากกว่าของรุ่นนี้จะช่วยลดมุมกดของสายธนูที่กระทำต่อปลายนิ้วมือขณะดึงสุดระยะ ส่งผลให้การปล่อยสายทำได้ราบรื่นและลดอาการเจ็บนิ้วได้ดีกว่า
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองรุ่นนี้อาจยังไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่มีอาการบาดเจ็บเรื้อรังบริเวณข้อต่อหัวไหล่ หรือผู้ที่ต้องการก้าวเข้าสู่การแข่งขันระดับโอลิมปิกที่จำเป็นต้องใช้ระบบคันธนูแบบ ILF (International Limb Fitting) ระดับสูง ซึ่งมีการปรับจูนตำแหน่งลิมบ์อย่างละเอียดอ่อนและรองรับอุปกรณ์เสริมเฉพาะทางขั้นสูง
ภาพรวมของธนู Junxing F167 และ F170
แบรนด์ Junxing เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬายิงธนูที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้เริ่มต้นและผู้ฝึกซ้อมระดับกลาง โดยเน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงง่าย มีความทนทานสูง และมีระดับราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้รับ ทำให้เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับชมรมยิงธนูและผู้ที่ต้องการมีธนูคันแรกเป็นของตัวเอง

ทั้ง Junxing F167 และ F170 จัดอยู่ในประเภทธนูเทคดาวน์รีเคิร์ฟ (Takedown Recurve Bow) ซึ่งมีจุดเด่นสำคัญคือการแยกชิ้นส่วนออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ด้ามจับ (Riser) แขนธนูชิ้นบน (Upper Limb) และแขนธนูชิ้นล่าง (Lower Limb) โครงสร้างลักษณะนี้ช่วยให้การจัดเก็บและการเดินทางมีความสะดวกสบายอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้ยิงสามารถเปลี่ยนเฉพาะชิ้นส่วนแขนธนูเพื่อเพิ่มหรือลดน้ำหนักดึงสายได้ในอนาคตโดยไม่ต้องซื้อด้ามจับใหม่
กลุ่มเป้าหมายหลักของธนูทั้งสองรุ่นนี้คือ ผู้ที่เพิ่งผ่านการฝึกอบรมขั้นพื้นฐานและต้องการพัฒนาทักษะส่วนบุคคล รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบการยิงธนูเพื่อสันทนาการและการออกกำลังกาย โดยตัวคันธนูได้รับการออกแบบมาให้รองรับการติดตั้งอุปกรณ์เสริมมาตรฐานทั่วไป เช่น ศูนย์เล็ง ที่วางลูกธนู และตัวลดแรงสั่นสะเทือน เพื่อรองรับการเติบโตทางทักษะของผู้ยิงในระยะยาว
เปรียบเทียบมิติและสเปคสำคัญที่ส่งผลต่อการยิง
น้ำหนักดึง (Draw Weight) และช่วงการปรับ
น้ำหนักดึงสายหรือ Draw Weight คือแรงต้านที่ผู้ยิงต้องใช้ในการดึงสายธนูจนถึงระยะดึงเต็มที่ สำหรับธนู Junxing ทั้งสองรุ่นนี้ น้ำหนักดึงจะถูกกำหนดโดยตรงจากแผ่นแขนธนู (Limbs) ที่เลือกใช้ ซึ่งมักมีให้เลือกตั้งแต่ระดับเบาประมาณ 18 ปอนด์ ไปจนถึงระดับฝึกซ้อมขั้นสูงที่ 40 ปอนด์ ผู้ยิงไม่สามารถหมุนปรับน้ำหนักดึงบนตัวด้ามจับได้เหมือนธนูประเภทคอมพาวด์ (Compound Bow) แต่ต้องใช้วิธีการเปลี่ยนชุดแขนธนูที่มีค่าปอนด์ตามต้องการแทน
ในการเลือกซื้อ ผู้ใช้งานจำเป็นต้องตรวจสอบตัวเลขระบุสเปคที่พิมพ์อยู่บริเวณโคนแขนธนูชิ้นล่างเสมอ โดยทั่วไปจะระบุน้ำหนักดึงที่ระยะดึงมาตรฐาน 28 นิ้ว หากผู้ยิงมีระยะดึงที่ยาวกว่านั้น น้ำหนักดึงจริงที่เกิดขึ้นจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การเริ่มต้นฝึกซ้อมด้วยน้ำหนักดึงที่เบาเกินไปย่อมดีกว่าการใช้คันธนูที่หนักเกินกำลัง เนื่องจากจะช่วยให้ผู้ยิงสามารถโฟกัสกับการจัดระเบียบร่างกาย ท่าทาง และการเกร็งกล้ามเนื้อหลังได้อย่างถูกต้อง
ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามพยายามดัดแปลงหรือฝืนใช้งานแขนธนูที่มีน้ำหนักดึงสูงเกินกว่าขีดความสามารถของร่างกายตนเอง และห้ามติดตั้งแขนธนูที่ไม่ตรงรุ่นหรือไม่ได้รับการรับรองจากผู้ผลิต เนื่องจากแรงเครียดที่เกิดขึ้นอาจส่งผลให้โครงสร้างด้ามจับเสียหาย แขนธนูบิดเบี้ยว หรือเกิดการแตกหักอย่างรุนแรงในขณะดึงสาย ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายอย่างร้ายแรง
ความยาวการดึง (Draw Length) และระยะระหว่างแกน (Axle-to-Axle)
แม้ว่าคำว่า “ระยะระหว่างแกน” หรือ Axle-to-Axle จะเป็นคำศัพท์ที่ใช้เรียกความยาวของธนูคอมพาวด์ที่มีรอกเป็นหลัก แต่สำหรับธนูรีเคิร์ฟอย่าง Junxing F167 และ F170 มิติที่เทียบเคียงกันคือ “ความยาวรวมของคันธนู” (Bow Length) ซึ่งวัดจากปลายแผ่นแขนธนูด้านบนถึงด้านล่างเมื่อขึ้นสายเรียบร้อยแล้ว โดยทั่วไปรุ่น F170 จะมีความยาวคันที่มากกว่ารุ่น F167 เล็กน้อย
ความยาวของคันธนูส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการยิงและความรู้สึกขณะดึงสาย คันธนูที่ยาวกว่าอย่าง F170 จะช่วยให้มุมของสายธนูบริเวณจุดยึดท้ายลูกธนูมีความกว้างขึ้นเมื่อดึงสุดระยะ ช่วยลดแรงบีบกดที่นิ้วชี้และนิ้วนาง (Finger Pinch) ทำให้การปล่อยสายมีความนุ่มนวลและสม่ำเสมอมากขึ้น เหมาะกับผู้ยิงที่มีความยาวช่วงแขนกว้าง ในขณะที่คันธนูที่สั้นกว่าอย่าง F167 จะให้การตอบสนองที่รวดเร็ว ฉับไว และคล่องตัวกว่า แต่อาจเกิดอาการตึงมืออย่างรวดเร็วในช่วงปลายการดึง (Stacking) หากผู้ยิงมีระยะดึงที่ยาวเกินสเปคของคัน
ก่อนการตัดสินใจซื้อ แนะนำให้ทำการวัดระยะดึงสายส่วนบุคคลด้วยวิธีการมาตรฐาน เช่น การกางแขนทั้งสองข้างขนานกับพื้น วัดความยาวจากปลายนิ้วกลางซ้ายถึงขวา แล้วหารด้วย 2.5 เพื่อให้ได้ระยะดึงที่เป็นนิ้วโดยประมาณ จากนั้นนำค่าที่ได้ไปตรวจสอบกับตารางแนะนำของผู้ผลิตเพื่อเลือกความยาวคันธนูที่เหมาะสมที่สุด
น้ำหนักตัวธนูและวัสดุโครงสร้าง
วัสดุที่ใช้ในการผลิตด้ามจับ (Riser) ของ Junxing F167 และ F170 มีผลต่อทั้งน้ำหนักรวมของอุปกรณ์และการซับแรงกระแทกหลังการปล่อยลูกธนู โดยทั่วไปรุ่น F167 มักมาพร้อมกับด้ามจับโลหะผสมอลูมิเนียมที่มีความแข็งแกร่งสูง ให้ความรู้สึกหนักแน่นและทนทานต่อแรงบิดตัวได้ดี ส่วนรุ่น F170 อาจใช้วัสดุโลหะผสมที่มีน้ำหนักเบากว่าหรือมีการเจาะช่องลดน้ำหนักที่แตกต่างกัน เพื่อสร้างสมดุลให้กับคันธนูที่มีความยาวมากกว่า
ธนูที่มีน้ำหนักตัวค่อนข้างมากจะช่วยให้การถือเล็งมีความนิ่งและมั่นคงท่ามกลางกระแสลม เนื่องจากมวลของโลหะจะช่วยดูดซับแรงสั่นสะเทือนส่วนเกินจากการทำงานของแขนธนูได้ดี ทำให้แรงสะท้อนกลับมายังข้อมือของผู้ยิงลดลง อย่างไรก็ตาม ข้อเสียคืออาจทำให้เกิดอาการล้าของกล้ามเนื้อแขนที่ใช้ถือธนูได้ง่ายขึ้นหากต้องฝึกซ้อมเป็นระยะเวลานาน ในขณะที่คันธนูที่เบากว่าจะช่วยให้ควบคุมคันได้ง่ายในระยะแรก แต่อาจรู้สึกถึงแรงสะบัดที่มากกว่าขณะปล่อยสาย
การดูแลรักษาอุปกรณ์ภายใต้สภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ความชื้นสะสมและเหงื่อจากมือผู้ยิงอาจกัดกร่อนผิวโลหะและทำลายเนื้อวัสดุของแขนธนูที่เป็นไม้ลามิเนตหรือไฟเบอร์กลาสได้ จึงควรเช็ดทำความสะอาดตัวคันให้แห้งสนิทหลังการใช้งานทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการเก็บธนูไว้ในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงจัด เช่น ท้ายรถยนต์ที่จอดตากแดด เนื่องจากความร้อนสะสมจะทำให้กาวที่ยึดประสานแผ่นแขนธนูเสื่อมสภาพ นำไปสู่การลอกล่อนชำรุด และทำให้สายธนูยืดตัวจนเสียระยะจูน
ตาราง Checklist สำหรับเปรียบเทียบสเปค
ตารางต่อไปนี้เป็นการรวบรวมคุณลักษณะสำคัญเพื่อช่วยให้สามารถเปรียบเทียบสเปคพื้นฐานระหว่าง Junxing F167 และ F170 ได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้สเปคจริงอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามชุดอุปกรณ์ที่ตัวแทนจำหน่ายจัดจำหน่าย จึงควรตรวจสอบรายละเอียดขั้นสุดท้ายกับผู้ขายอีกครั้งก่อนทำการสั่งซื้อ
| คุณสมบัติ | Junxing F167 | Junxing F170 | ข้อแนะนำในการตรวจสอบ |
|---|---|---|---|
| ประเภทธนู | Takedown Recurve | Takedown Recurve | ตรวจสอบประเภทการยึดแขนธนูว่าเป็นแบบขันน็อตเฉพาะรุ่น |
| วัสดุด้ามจับ (Riser) | โลหะผสมอลูมิเนียม | โลหะผสมน้ำหนักเบา | ตรวจสอบความสมบูรณ์ของเกลียวและผิวเคลือบ |
| ความยาวคันธนูโดยประมาณ | ประมาณ 66 นิ้ว | ประมาณ 68 นิ้ว | เลือกให้สอดคล้องกับส่วนสูงและระยะดึงของผู้ยิง |
| ช่วงน้ำหนักดึง (Draw Weight) | 18 – 40 ปอนด์ (เปลี่ยนตามลิมบ์) | 18 – 40 ปอนด์ (เปลี่ยนตามลิมบ์) | เริ่มต้นจากน้ำหนักที่สามารถดึงค้างไว้ได้ 10 วินาทีโดยไม่สั่น |
| น้ำหนักตัวคันธนู (Physical Weight) | ค่อนข้างมีน้ำหนัก มั่นคงสูง | น้ำหนักเบากว่าเมื่อเทียบกับความยาว | ทดลองถือเพื่อประเมินความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อไหล่ |
| จุดยึดอุปกรณ์เสริม | ช่องเกลียวมาตรฐานรอบตัว | ช่องเกลียวมาตรฐานรอบตัว | ตรวจสอบการรองรับศูนย์เล็งและตัวลดแรงสั่นสะเทือนทั่วไป |
การเลือกรุ่นตามระดับทักษะและวัตถุประสงค์
ผู้เริ่มต้นและเยาวชน
สำหรับเยาวชนและผู้ที่เริ่มต้นก้าวเข้าสู่กีฬายิงธนู ปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกไม่ใช่ความแรงหรือความเร็วของลูกธนู แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัยและการสร้างท่าทางการยิงที่ถูกต้อง (Form) การเลือกคันธนูที่มีช่วงการปรับเปลี่ยนน้ำหนักดึงได้ง่ายและมีน้ำหนักดึงเริ่มต้นต่ำ (เช่น ช่วง 18 ถึง 24 ปอนด์) จะช่วยป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อหัวไหล่และหลังเกิดอาการบาดเจ็บจากการฝืนแรงดึง
ในจุดนี้ หากผู้ยิงเป็นเยาวชนหรือผู้ที่มีสรีระขนาดเล็ก การเลือก Junxing F167 ที่มีความยาวคันสั้นกว่าจะช่วยให้การควบคุมคันธนูทำได้ง่ายขึ้น ปลายคันธนูด้านล่างจะไม่ยาวจนเกือบแตะพื้นขณะทำการยืนเตรียมยิง ช่วยลดโอกาสที่ปลายแขนธนูจะกระแทกกับสิ่งกีดขวางรอบตัว อย่างไรก็ตาม หากผู้เริ่มต้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีส่วนสูงเกิน 175 เซนติเมตรขึ้นไป การเลือกใช้รุ่น F170 จะช่วยให้การเรียนรู้จังหวะการดึงสายไปจนถึงจุดอ้างอิงบนใบหน้า (Anchor Point) ทำได้ราบรื่นและเป็นธรรมชาติมากกว่า
ผู้ยิงระดับกลางและการฝึกซ้อม
สำหรับผู้ยิงที่มีทักษะพื้นฐานเรียบร้อยแล้วและต้องการอุปกรณ์เพื่อการฝึกซ้อมที่จริงจังยิ่งขึ้น ความต้องการจะเปลี่ยนไปสู่เรื่องของความเสถียร ความแม่นยำในการจัดกลุ่มลูกธนู และความยืดหยุ่นในการติดตั้งอุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยิง
ธนู Junxing ทั้งสองรุ่นได้รับการออกแบบมาพร้อมกับจุดยึดเกาะ (Mounting Points) ที่เป็นเกลียวโลหะมาตรฐาน ช่วยให้สามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริม เช่น ศูนย์เล็งแบบปรับละเอียด (Target Sight), ที่วางลูกธนูแบบเหล็ก (Magnetic Arrow Rest), กระดุมจัดแนวลูกธนู (Plunger Button) และท่อลดแรงสั่นสะเทือน (Stabilizer) ได้อย่างครบถ้วน การเลือกใช้รุ่น F170 ที่มีความยาวคันมากกว่าจะให้ความเสถียรในการเล็งระยะไกลที่ดีกว่า เนื่องจากโครงสร้างที่ยาวจะช่วยลดการส่ายของคันธนูในแนวตั้งขณะปล่อยสาย ในขณะที่ผู้ที่ต้องการฝึกซ้อมแบบคล่องตัว เน้นการยิงที่กระชับและรวดเร็ว อาจชื่นชอบการตอบสนองที่ว่องไวของ F167 มากกว่า
ข้อควรระวังและการตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อ
ก่อนที่จะทำการชำระเงินเพื่อซื้อธนู Junxing คันใหม่ มีรายละเอียดสำคัญหลายประการที่ต้องทำการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนเพื่อความปลอดภัยและความคุ้มค่าในการใช้งานระยะยาว
- ตรวจสอบเวอร์ชันมือซ้ายหรือมือขวา (Left/Right Hand): การเลือกธนูต้องอิงตามตาหลักที่ใช้ในการมองเห็น (Eye Dominance) และมือที่ใช้ดึงสายธนู โดยธนูสำหรับคนถนัดขวา (Right Hand) จะใช้มือซ้ายถือคันธนูและใช้มือขวาดึงสาย ส่วนธนูสำหรับคนถนัดซ้าย (Left Hand) จะใช้มือขวาถือคันธนูและใช้มือซ้ายดึงสาย การซื้อผิดเวอร์ชันจะทำให้ไม่สามารถยิงได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
- ตรวจสอบความสมบูรณ์ของชุดอุปกรณ์เสริม: หากซื้อธนูในรูปแบบจัดเซต (Package) ควรตรวจสอบรายการสินค้าที่ได้รับว่าครบถ้วนและอยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ โดยเฉพาะสายธนู (Bowstring) ต้องไม่มีรอยฉีกขาดหรือขุยหลุดลุ่ย รวมถึงแผ่นรองนิ้ว (Finger Tab) และแผ่นป้องกันแขน (Armguard) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยที่จำเป็นต้องสวมใส่ทุกครั้งที่ทำการยิง
- คำเตือนความปลอดภัยเรื่องการปล่อยสายเปล่า (Dry Fire): ห้ามทำการน้าวสายธนูแล้วปล่อยโดยไม่มีลูกธนูติดตั้งอยู่เด็ดขาด การทำ Dry Fire จะทำให้พลังงานมหาศาลที่สะสมอยู่ในแขนธนูไม่สามารถถ่ายเทออกไปสู่ลูกธนูได้ พลังงานเหล่านั้นจะสะท้อนกลับเข้าสู่ตัวคันธนูโดยตรง ส่งผลให้แขนธนูแตกหัก ด้ามจับร้าว หรือสายธนูขาดสะบั้นในทันที ซึ่งอาจทำให้เศษวัสดุปลิวเข้าใบหน้าและดวงตาของผู้ยิงหรือผู้ที่อยู่ข้างเคียงจนเกิดการบาดเจ็บสาหัส
- เลือกซื้อจากแหล่งจำหน่ายที่เชื่อถือได้: แนะนำให้เลือกซื้อจากร้านค้าอุปกรณ์กีฬายิงธนูโดยเฉพาะ หรือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับสินค้าที่เป็นของแท้ มีการรับประกันคุณภาพจากผู้ผลิต และมีบริการหลังการขายในการช่วยขึ้นสาย แนะนำวิธีการปรับแต่งเบื้องต้น รวมถึงการจัดหาอะไหล่แท้ในกรณีที่ชิ้นส่วนเกิดการชำรุดเสียหาย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ธนู Junxing รุ่นเหล่านี้เหมาะสำหรับการล่าสัตว์หรือไม่
ธนู Junxing F167 และ F170 ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ในการยิงเป้าซ้อม (Target Shooting) การฝึกซ้อมกีฬา และการนันทนาการเป็นหลัก โครงสร้างและประสิทธิภาพของคันธนูไม่ได้รับการปรับแต่งมาสำหรับการล่าสัตว์ นอกจากนี้ ในประเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าและข้อบังคับทางกฎหมายที่เข้มงวดเกี่ยวกับการล่าสัตว์ การนำอุปกรณ์กีฬาไปใช้งานในลักษณะดังกล่าวอาจมีความผิดตามกฎหมาย และตัวธนูเองก็ไม่มีกำลังดึงหรือโครงสร้างที่เหมาะสมสำหรับการสร้างแรงปะทะที่รวดเร็วและเด็ดขาดพอสำหรับการล่าสัตว์อย่างมีจริยธรรม
ผู้ที่มีแรงดึงน้อยหรือผู้ยิงหญิงควรเลือกรุ่นไหน
สำหรับผู้ยิงที่มีพละกำลังน้อย เยาวชน หรือผู้หญิง ไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองอยู่กับรุ่นใดรุ่นหนึ่ง เนื่องจากปัจจัยสำคัญที่สุดคือการเลือกขนาดน้ำหนักดึงของแขนธนู (Draw Weight) ให้ต่ำพอที่ร่างกายจะควบคุมได้อย่างสบาย (แนะนำเริ่มต้นที่ 18 ถึง 20 ปอนด์) อย่างไรก็ตาม ในด้านสรีระ ควรทำการวัดระยะดึงสายจริงก่อน หากมีโครงสร้างร่างกายขนาดเล็กหรือช่วงแขนสั้น การเลือก Junxing F167 จะช่วยให้ถือจับและควบคุมคันธนูที่มีน้ำหนักรวมเบากว่าได้ง่ายขึ้น แต่หากมีความสูงและช่วงแขนที่ยาว การเลือก F170 จะช่วยให้ดึงสายได้ราบรื่นและลดอาการเจ็บนิ้วมือได้ดีกว่า โดยไม่ขึ้นอยู่กับเพศสภาพของผู้ยิง
พูดคุยกับชุมชน
แบ่งปันประสบการณ์หรือถามคำถาม ความคิดเห็นจะได้รับการตรวจสอบก่อนเผยแพร่