การเริ่มต้นออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำเป็นวิธีที่ดีเยี่ยมในการดูแลสุขภาพและผ่อนคลายร่างกาย โดยเฉพาะในสภาพภูมิอากาศที่ร้อนชื้นของประเทศไทย ทว่าสำหรับมือใหม่หลายคน ความตื่นเต้นในช่วงแรกอาจถูกบดบังด้วยความรู้สึกอึดอัดจากอุปกรณ์ที่ใช้งานยาก การเลือกหมวก แว่นตาว่ายน้ำ ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่นหรือแบรนด์ยอดนิยม แต่เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณรู้สึกสบายตัว ปลอดภัย และมีสมาธิกับการฝึกซ้อมได้อย่างเต็มที่
สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น อุปกรณ์ที่ดีที่สุดคืออุปกรณ์ที่เน้นความยืดหยุ่น สวมใส่ง่าย และไม่สร้างแรงกดทับจนทำให้รู้สึกเจ็บ หมวกว่ายน้ำที่ทำจากผ้าเคลือบสารกันน้ำ (PU) หรือหมวกผ้าทั่วไปจะช่วยลดความอึดอัดบนหนังศีรษะได้ดี ขณะที่แว่นตาว่ายน้ำควรเลือกประเภทที่มีซีลยางซิลิโคนหนานุ่มและมีขนาดกว้าง เพื่อกระจายแรงกดทับรอบดวงตา พร้อมระบบปรับสายรัดที่สามารถจัดการได้ง่ายด้วยตัวเอง การทำความเข้าใจรายละเอียดเหล่านี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงอุปสรรคทางกายภาพ และเพลิดเพลินไปกับทุกชั่วโมงในสระน้ำได้อย่างราบรื่น
ปัญหาที่มือใหม่มักเจอเมื่อเลือกหมวกและแว่นตาว่ายน้ำผิดประเภท
การเลือกซื้ออุปกรณ์ว่ายน้ำโดยพิจารณาจากรูปลักษณ์ภายนอกหรือราคาเพียงอย่างเดียว มักนำไปสู่ปัญหาการใช้งานที่คาดไม่ถึงในภายหลัง มือใหม่จำนวนมากต้องล้มเลิกความตั้งใจในการฝึกซ้อมเพียงเพราะความรู้สึกไม่สบายตัวที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งานอุปกรณ์ที่ไม่ได้สัดส่วนกับโครงสร้างร่างกาย
สินค้าที่กล่าวถึงในคู่มือนี้
ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบราคาล่าสุดในหน้าสินค้า
ปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุดคืออาการปวดศีรษะและปวดขมับ ซึ่งมักเกิดจากการสวมใส่หมวกว่ายน้ำที่รัดแน่นจนเกินไป หรือทำจากวัสดุที่ไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอ นอกจากนี้ หมวกบางประเภทอาจดึงรั้งเส้นผมทำให้รู้สึกเจ็บทุกครั้งที่สวมใส่หรือถอดออก ส่งผลให้เกิดความกังวลและทำลายสมาธิในการฝึกควบคุมลมหายใจและการเคลื่อนไหวในน้ำ
ในส่วนของแว่นตาว่ายน้ำ ปัญหาคลาสสิกคือการรั่วซึมของน้ำเข้าสู่ดวงตา ซึ่งมักเกิดจากซีลยางที่ไม่แนบสนิทกับโครงหน้า หรือสะพานจมูกที่กว้างเกินไป เมื่อน้ำเข้าตา ผู้เล่นใหม่มักจะตื่นตระหนกและสูญเสียจังหวะการว่ายน้ำ ยิ่งไปกว่านั้น แว่นตาที่กดทับเบ้าตาแรงเกินไปอาจทำให้เกิดรอยช้ำแดงรอบดวงตาที่คงอยู่นานหลายชั่วโมงหลังการใช้งาน และอาจก่อให้เกิดอาการปวดกระดูกโหนกแก้มในระยะยาวได้ การเลือกอุปกรณ์ที่เน้นความสบายจึงเป็นด่านแรกที่ช่วยลดความกังวลเหล่านี้ลงได้อย่างสิ้นเชิง
วิธีเลือกหมวกว่ายน้ำ: เน้นความยืดหยุ่นและการปกป้องเส้นผม
หมวกว่ายน้ำไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความเรียบร้อยตามกฎระเบียบของสระว่ายน้ำเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการปกป้องเส้นผมของคุณจากสารคลอรีนหรือเกลือในน้ำ ช่วยลดแรงต้านทานของน้ำทำให้เคลื่อนตัวได้ง่ายขึ้น และป้องกันไม่ให้เส้นผมหลุดร่วงลงมาบดบังทัศนวิสัยขณะว่ายน้ำ การเลือกหมวกที่เหมาะสมจึงต้องพิจารณาจากวัสดุเป็นอันดับแรก

เปรียบเทียบวัสดุหมวกว่ายน้ำ: ซิลิโคน ผ้า และ PU
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนและสามารถเลือกวัสดุที่ตอบโจทย์ความต้องการส่วนบุคคลได้อย่างถูกต้อง คุณสามารถพิจารณาคุณสมบัติที่แตกต่างกันของวัสดุแต่ละประเภทได้ดังนี้
- หมวกซิลิโคน (Silicone): วัสดุประเภทนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเนื่องจากมีความยืดหยุ่นสูง มีความทนทานต่อสารเคมีในสระน้ำ และมีคุณสมบัติกันน้ำได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยป้องกันไม่ให้เส้นผมสัมผัสกับคลอรีนโดยตรง อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของหมวกซิลิโคนคือแรงบีบรัดที่ค่อนข้างสูง ซึ่งอาจทำให้มือใหม่รู้สึกอึดอัดหรือปวดศีรษะได้ง่าย และหากสวมใส่ไม่ถูกวิธีก็อาจดึงรั้งเส้นผมจนขาดร่วงได้
- หมวกผ้า (Lycra/Polyester): หมวกที่ทำจากผ้าไลคร่าหรือโพลีเอสเตอร์เป็นตัวเลือกที่สวมใส่สบายที่สุด เนื่องจากเนื้อผ้ามีความนุ่มนวล ไม่ดึงรั้งเส้นผม และระบายอากาศได้ดีเยี่ยม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เริ่มต้นที่ต้องการความสบายเป็นหลัก หรือผู้ที่ใช้งานในสระว่ายน้ำในร่มที่ไม่เน้นการกันน้ำ ทว่าข้อเสียสำคัญคือหมวกผ้าไม่มีคุณสมบัติกันน้ำ เส้นผมของคุณจะเปียกชุ่มและสัมผัสกับสารคลอรีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- หมวก PU (Polyurethane Coated): หากคุณกำลังมองหาทางสายกลาง หมวกผ้าเคลือบโพลียูรีเทนหรือหมวก PU คือคำตอบที่น่าสนใจ ตัวหมวกด้านในจะเป็นเนื้อผ้าที่ให้สัมผัสนุ่มนวลและสวมใส่ง่าย ไม่ดึงเส้นผม ขณะที่ด้านนอกถูกเคลือบด้วยสารกันน้ำ ช่วยป้องกันน้ำซึมผ่านได้ดีกว่าหมวกผ้าทั่วไป แม้จะไม่สามารถกันน้ำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนซิลิโคน แต่ก็ช่วยลดแรงกดทับบนศีรษะได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ต้องการทั้งความสบายและการปกป้องเส้นผมไปพร้อมกัน
สำหรับมือใหม่ที่มีผมสั้นหรือเน้นความสบายในการสวมใส่เป็นหลัก การเริ่มต้นด้วยหมวกผ้าหรือหมวก PU จะช่วยลดความอึดอัดได้ดีที่สุด ส่วนผู้ที่มีผมยาวและต้องการปกป้องเส้นผมจากสารเคมี ควรเลือกหมวกซิลิโคนที่มีการออกแบบขนาดพิเศษ (Oversize หรือ Long Hair Swim Cap) เพื่อให้มีพื้นที่รองรับมวยผมด้านหลังโดยไม่สร้างแรงกดทับบริเวณหน้าผากและขมับมากเกินไป ยิ่งไปกว่านั้น สภาพอากาศที่ร้อนของประเทศไทยอาจทำให้การสวมหมวกซิลิโคนที่หนาและรัดแน่นเกินไปทำให้รู้สึกร้อนศีรษะได้ง่าย การเลือกหมวก PU จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ความสบายในสภาพอากาศร้อนชื้นได้เป็นอย่างดี
เทคนิคการเลือกขนาดและวิธีสวมใส่ไม่ให้ดึงผม
แม้ว่าหมวกว่ายน้ำส่วนใหญ่ในท้องตลาดจะระบุว่าเป็นขนาดฟรีไซส์ (Free Size) แต่ในความเป็นจริงแล้ว รูปทรงและขนาดศีรษะของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันอย่างมาก การเลือกและการสวมใส่ที่ถูกวิธีจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
ก่อนตัดสินใจซื้อ คุณควรตรวจสอบข้อมูลขนาดจากผู้ผลิต โดยทั่วไปสามารถอ้างอิงจากขนาดรอบศีรษะ สำหรับผู้ใหญ่ที่มีขนาดศีรษะเล็กหรือเด็กโต อาจเลือกหมวกขนาดเล็กเพื่อป้องกันไม่ให้หมวกเลื่อนหลุดระหว่างว่ายน้ำ ส่วนผู้ที่มีศีรษะใหญ่หรือมีเส้นผมหนา การเลือกหมวกขนาดใหญ่จะช่วยลดแรงบีบรัดได้อย่างชัดเจน
ขั้นตอนการสวมใส่หมวกซิลิโคนไม่ให้ดึงเส้นผม สามารถทำได้โดยการชโลมน้ำสะอาดลงบนเส้นผมให้เปียกหมาดๆ ก่อนสวมใส่ หรืออาจใช้ครีมนวดผมปริมาณเล็กน้อยทาบริเวณปลายผมและไรผมเพื่อลดแรงเสียดทาน นอกจากนี้ การโรยแป้งเด็กบางๆ ไว้ที่ด้านในของหมวกซิลิโคนหลังการใช้งานและก่อนการสวมใส่ครั้งถัดไป จะช่วยป้องกันไม่ให้เนื้อซิลิโคนเหนียวติดกันและช่วยให้สวมใส่ได้ลื่นไหลยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่มีผมยาว แนะนำให้รวบผมเป็นมวยต่ำหรือถักเปียไว้ที่บริเวณท้ายทอยก่อน จากนั้นจึงกางหมวกออกโดยใช้มือทั้งสองข้างสอดเข้าไปด้านใน แล้วครอบจากหน้าผากไล่ไปจนถึงท้ายทอยเพื่อกระจายแรงดึงอย่างสม่ำเสมอ
วิธีเลือกแว่นตาว่ายน้ำ: ซีลนุ่มและปรับระดับง่าย
แว่นตาว่ายน้ำเปรียบเสมือนดวงตาคู่ที่สองที่จะช่วยให้คุณมองเห็นสิ่งกีดขวางและทิศทางใต้น้ำได้อย่างชัดเจน การเลือกแว่นตาสำหรับมือใหม่จึงต้องให้ความสำคัญกับความสบายของเบ้าตาและระบบการปรับแต่งที่ยืดหยุ่น เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างยาวนานโดยไม่รู้สึกระคายเคือง
การเลือกซีลยางและรูปทรงเลนส์เพื่อความสบายตา
องค์ประกอบหลักที่กำหนดความสบายในการสวมใส่แว่นตาว่ายน้ำคือซีลยางรอบกรอบแว่นและลักษณะของเลนส์ ซึ่งมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
- ซีลยางรอบดวงตา (Gasket): สำหรับผู้เริ่มต้น ควรเลือกแว่นตาว่ายน้ำที่มีซีลยางทำจากซิลิโคนเหลว (Liquid Silicone) ที่มีความนุ่มนวลสูง และควรเลือกประเภทที่มีขอบซีลค่อนข้างกว้าง (Wide Gasket) ซีลประเภทนี้จะช่วยกระจายแรงกดทับให้ออกไปอยู่รอบนอกของเบ้าตา แทนที่จะกดลงบนกระดูกโหนกแก้มหรือผิวหนังที่บอบบางรอบดวงตาโดยตรง ซึ่งช่วยลดการเกิดรอยคล้ำและอาการปวดเมื่อยได้อย่างดีเยี่ยม ข้อควรระวังคือควรหลีกเลี่ยงแว่นตาประเภทสวีดิช (Swedish Goggles) ซึ่งเป็นแว่นตาที่ไม่มีซีลยางรองรับ แม้จะได้รับความนิยมในหมู่นักกีฬามืออาชีพเนื่องจากมีขนาดเล็กและลดแรงต้านน้ำได้ดี แต่แรงกดจากพลาสติกแข็งโดยตรงอาจทำให้มือใหม่รู้สึกเจ็บและปรับตัวได้ยาก
- ประเภทและสีของเลนส์: การเลือกสีเลนส์ควรสอดคล้องกับสถานที่ที่คุณใช้งานเป็นหลัก หากคุณสวมใส่ในสระว่ายน้ำในร่ม หรือสระที่มีหลังคาบังแดด เลนส์ใส (Clear Lenses) หรือเลนส์สีอ่อนจะช่วยให้คุณมองเห็นใต้น้ำได้อย่างสว่างและชัดเจนที่สุด แต่หากคุณต้องว่ายน้ำในสระกลางแจ้งท่ามกลางแสงแดดจ้าของประเทศไทย เลนส์สีเข้ม (Smoked Lenses) หรือเลนส์เคลือบปรอท (Mirrored Lenses) จะช่วยลดความเข้มของแสงสะท้อนและป้องกันรังสี UV ช่วยถนอมสายตาและลดอาการเหนื่อยล้าของดวงตาระหว่างการฝึกซ้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบปรับสายและสะพานจมูกที่ใช้งานง่ายสำหรับมือใหม่
ความพอดีของแว่นตาว่ายน้ำไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของเลนส์เพียงอย่างเดียว แต่ระบบปรับแต่งส่วนควบก็มีส่วนสำคัญในการช่วยให้แว่นตาแนบสนิทกับใบหน้าของแต่ละคนได้อย่างสมบูรณ์
- สะพานจมูก (Nose Bridge): สะพานจมูกคือชิ้นส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างเลนส์ทั้งสองข้าง แว่นตาว่ายน้ำที่ดีสำหรับมือใหม่ควรมีสะพานจมูกที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ไม่ว่าจะเป็นแบบที่สามารถถอดเปลี่ยนขนาดได้หลายไซส์ (Interchangeable Nose Bridge) หรือแบบที่ทำจากวัสดุที่ยืดหยุ่นและปรับระยะได้เองโดยอัตโนมัติ หากสะพานจมูกกว้างเกินไป ซีลยางด้านในจะเผยอออกทำให้น้ำรั่วซึมเข้าตาได้ง่าย แต่หากแคบเกินไป กรอบแว่นจะบีบรัดดั้งจมูกจนเกิดความเจ็บปวด
- สายรัดศีรษะและระบบปรับความตึง (Straps & Buckles): สายรัดศีรษะควรเลือกแบบสายคู่ (Double Strap) หรือสายแบบแยกฝั่งที่ด้านหลัง เนื่องจากช่วยกระจายแรงตึงและยึดเกาะกับศีรษะได้มั่นคงกว่าสายเดี่ยว ป้องกันไม่ให้แว่นตาเลื่อนหลุดขณะเคลื่อนไหว นอกจากนี้ ระบบปรับสายควรเป็นแบบปุ่มกดหรือตัวล็อกที่ปรับได้ง่าย (Quick-Adjust Buckle) ซึ่งช่วยให้คุณสามารถดึงปรับความกระชับได้ด้วยมือเดียวขณะสวมใส่ โดยไม่จำเป็นต้องถอดแว่นตาออกบ่อยๆ ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกและลดความขัดข้องระหว่างการฝึกซ้อมได้เป็นอย่างดี
เช็กลิสต์ทดสอบความพอดีก่อนตัดสินใจซื้อ
เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ที่คุณเลือกซื้อจะสามารถใช้งานได้จริงและไม่สร้างปัญหาในภายหลัง การทดสอบความพอดีด้วยตนเองก่อนการใช้งานจริงเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่ง คุณสามารถปฏิบัติตามเช็กลิสต์ง่ายๆ ดังต่อไปนี้
- การทดสอบแรงดูดของแว่นตา (Suction Test): ให้คุณนำแว่นตาว่ายน้ำมาทาบเข้ากับดวงตาโดยตรง โดยที่ยังไม่ต้องคล้องสายรัดศีรษะไปด้านหลัง จากนั้นให้ออกแรงกดเบาๆ ลงบนกรอบแว่นเพื่อให้ซีลยางแนบสนิทกับผิวรอบดวงตา แล้วปล่อยมือ หากแว่นตาสามารถดูดติดอยู่กับใบหน้าได้นานประมาณ 1-2 วินาทีโดยไม่หลุดร่วงลงมา แสดงว่ารูปทรงของซีลยางมีความเข้ากันได้ดีกับโครงหน้าของคุณ และมีแนวโน้มว่าจะป้องกันน้ำรั่วซึมได้ดีเมื่อใช้งานจริง
- การตรวจสอบมุมมองและการกดทับ: ขณะที่ทดสอบสวมใส่แว่นตา ให้ลองกลอกตาไปมา มองซ้าย-ขวา ก้มหน้าและเงยหน้า เพื่อสังเกตว่าขอบกรอบแว่นบดบังทัศนวิสัยในการมองเห็นหรือไม่ และรู้สึกว่ามีส่วนใดส่วนหนึ่งของกรอบแว่นกดทับกระดูกโหนกแก้มหรือคิ้วจนรู้สึกเจ็บหรือไม่ หากรู้สึกเจ็บตั้งแต่ครั้งแรกที่ทาบ แนะนำให้เปลี่ยนไปลองรุ่นอื่นที่มีรูปทรงโค้งมนหรือมีซีลยางที่หนากว่า
- การทดสอบความสบายของหมวกว่ายน้ำ: หากมีโอกาสได้ลองสวมหมวกว่ายน้ำ ให้ลองขยับศีรษะไปมา หันซ้าย-ขวา ขมวดคิ้ว และอ้าปากกว้างๆ เพื่อดูว่าหมวกมีแนวโน้มที่จะเลื่อนหลุดขึ้นไปด้านบนหรือไม่ และสังเกตว่าบริเวณขมับหรือรอบศีรษะรู้สึกบีบรัดจนปวดตึบๆ หรือไม่ หมวกที่พอดีควรจะกระชับอยู่กับที่โดยไม่สร้างความเจ็บปวดใดๆ
- ข้อควรระวังสำหรับการสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์: ในกรณีที่คุณไม่สามารถเดินทางไปเลือกซื้อและทดสอบสินค้าที่หน้าร้านได้ด้วยตนเอง ควรเลือกซื้อจากร้านค้าออนไลน์ที่มีการระบุรายละเอียดขนาดอย่างชัดเจน และมีนโยบายการรับประกันหรือเปลี่ยนคืนสินค้าที่ยืดหยุ่น เพื่อให้คุณสามารถเปลี่ยนขนาดหรือรุ่นได้หากพบว่าอุปกรณ์ที่ได้รับไม่พอดีกับรูปหน้าหรือขนาดศีรษะของคุณเมื่อสวมใส่จริง
นอกจากนี้ เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพอากาศที่ร้อนชื้นสูงมากในบางฤดูกาล อุปกรณ์ที่เปียกชื้นอาจเกิดเชื้อราได้ง่ายหากเก็บไว้ในกระเป๋าว่ายน้ำที่ปิดสนิท หลังการใช้งานทุกครั้งและผ่านขั้นตอนการทดสอบความพอดีแล้ว ควรล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ด้วยน้ำเปล่าและผึ่งลมให้แห้งสนิทในที่ร่มก่อนเก็บเข้ากล่องเพื่อสุขอนามัยที่ดี
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
มือใหม่จำเป็นต้องใช้คลิปหนีบจมูกและที่อุดหูหรือไม่
อุปกรณ์เสริมอย่างคลิปหนีบจมูก (Nose Clip) และที่อุดหู (Earplugs) ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับผู้เริ่มต้นทุกคน แต่จะมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่มีเงื่อนไขเฉพาะตัว เช่น ผู้ที่มีอาการแพ้น้ำหรือน้ำเข้าจมูกแล้วสำลักง่าย รวมถึงผู้ที่มีประวัติการติดเชื้อในช่องหูหรือหูชั้นกลางอักเสบจากการว่ายน้ำ
สำหรับมือใหม่ทั่วไป แนะนำให้เริ่มต้นฝึกซ้อมโดยไม่ใช้อุปกรณ์เสริมเหล่านี้ก่อน เพื่อให้ร่างกายได้เรียนรู้วิธีการหายใจที่ถูกต้องตามธรรมชาติใต้น้ำ เช่น การฝึกเป่าลมหายใจออกทางจมูกเมื่ออยู่ใต้น้ำ และหายใจเข้าทางปากเมื่อขึ้นมาเหนือผิวน้ำ การพึ่งพาคลิปหนีบจมูกเร็วเกินไปอาจทำให้คุณเคยชินและพัฒนาทักษะการควบคุมลมหายใจได้ช้าลง อย่างไรก็ตาม หากคุณลองฝึกฝนแล้วยังคงประสบปัญหาเรื่องน้ำเข้าหูหรือเข้าจมูกจนสร้างความทรมาน การเลือกใช้อุปกรณ์เสริมที่ทำจากซิลิโคนเกรดการแพทย์ที่นุ่มนวลก็เป็นทางออกที่ดีในการช่วยให้คุณฝึกซ้อมได้อย่างปลอดภัย
แว่นตาว่ายน้ำกันฝ้าได้ตลอดไปหรือไม่
คำตอบคือ ไม่ แว่นตาว่ายน้ำส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะมีการเคลือบสารป้องกันฝ้า (Anti-fog Coating) มาจากโรงงานผู้ผลิต ซึ่งช่วยป้องกันการเกาะตัวของหยดน้ำใต้น้ำได้ดีในช่วงแรกของการใช้งาน ทว่าสารเคลือบเหล่านี้เป็นสารเคมีที่มีความบางเบาและจะค่อยๆ เสื่อมสภาพและจางหายไปตามระยะเวลา ความถี่ในการใช้งาน รวมถึงการดูแลรักษาที่ไม่ถูกต้อง
เพื่อยืดอายุการใช้งานของสารกันฝ้า คุณควรปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลรักษาอย่างเคร่งครัด โดยหลังจากใช้งานเสร็จสิ้นแล้ว ให้ล้างแว่นตาด้วยน้ำสะอาดอุณหภูมิปกติเพื่อขจัดคราบคลอรีนและเกลือ จากนั้นปล่อยให้แห้งเองในที่ร่มที่มีลมโกรก หลีกเลี่ยงการตากแดดจัดเนื่องจากความร้อนจะทำลายสารเคลือบและทำให้ซีลยางเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามใช้นิ้วมือ ผ้าขนหนู หรือกระดาษทิชชูเช็ดถูบริเวณด้านในของเลนส์โดยเด็ดขาด เพราะการเสียดสีจะทำให้สารเคลือบกันฝ้าหลุดลอกและเกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย หากสารเคลือบเดิมหมดอายุลง คุณสามารถแก้ไขได้โดยการใช้น้ำยาป้องกันฝ้า (Anti-fog Spray) ฉีดพ่นบางๆ ก่อนการใช้งาน หรือใช้วิธีธรรมชาติอย่างการใช้แชมพูเด็กสูตรอ่อนโยนผสมน้ำเจือจางทาเคลือบไว้ที่ด้านในเลนส์แล้วล้างออกเบาๆ ด้วยน้ำสะอาดก่อนสวมใส่ลงสระ
พูดคุยกับชุมชน
แบ่งปันประสบการณ์หรือถามคำถาม ความคิดเห็นจะได้รับการตรวจสอบก่อนเผยแพร่